ทางออกชีวิตคู่ คุณเลือกได้ รักแฮปปี้ หรือจบที่ใบหย่า ไทยรัฐออนไลน์ 14 ก.พ. 2564 10:00 น. วันวาเลนไทน์แบบนี้ หลายคนกำลังมีความสุข เพราะเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่จะได้แสดงความรักถึงกันและกัน หรืออาจจะเริ่มต้นชีวิตคู่ด้วยการแต่งงานจดทะเบียนสมรส แต่หลายคนอาจกำลังรู้สึกอย่างนี้...กว่าจะหาแฟนได้ และลงเอยแต่งงานกันนั้นยากแสนยาก พอแต่งงานกันแล้วต้องเจอเรื่องยากยิ่งกว่าคือ การประคับประคองชีวิตคู่ให้อยู่ด้วยกันตลอดรอดฝั่ง วันวาเลนไทน์ที่เคยได้ดอกไม้ช่อโต ก็ไม่มีแม้แต่ช่อเล็ก และบางครั้งเรื่องที่เคยทนได้ กลับทนไม่ได้ จนทะเลาะกัน มีจุดจบสิ้นสุดทางเดินด้วยการโบกมือลาจากกัน สถานการณ์นี้ยิ่งชัดเจนในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาในหลายประเทศทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย ที่มีตัวเลขการหย่าร้างจากกรมการปกครอง ที่พบว่ามีสัดส่วนสูงขึ้นเมื่อเทียบกับยอดจดทะเบียนสมรสในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา โดยปี 2554 มียอดจดทะเบียนสมรสใหม่ 306,947 คู่ มียอดหย่าร้าง 108,624 คู่ คิดเป็น 35% ของยอดจดทะเบียนสมรสใหม่ มาในปี 2563 มีสัดส่วนการหย่าร้างมากที่สุดในรอบ 10 ปี ด้วยจำนวน 121,011 คู่ คิดเป็น 45% หรือเกือบครึ่งของยอดจดทะเบียนสมรสใหม่ 271,344 คู่ ในปี 2563 จำนวนคู่รักไปจดทะเบียนสมรสน้อยที่สุดในรอบ 10 ปี แต่สัดส่วนรักร้าง จบลงที่ใบหย่าสูงถึง 45% ของยอดจดทะเบียนสมรส (กราฟิก : Pradit Phulsarikij) หลายคนอาจสงสัยว่า ยอดการจดทะเบียนสมรส และยอดการหย่าร้างลดลง แต่สัดส่วนยอดหย่าสูงเกือบครึ่งหนึ่งของยอดจดทะเบียนสมรสในปี 2563 มีสาเหตุเพราะโควิด-19 ระบาดหรือไม่ คำตอบของเรื่องนี้ อนันต์ วริศนราทร นักวิชาการด้านจิตวิทยา ขอย้ำว่าอย่าไปโทษโควิด-19 อย่างเดียว เพราะจากการเฝ้าดูชีวิตคู่ของคนไทยมานานพบว่า ในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา มุมมองการใช้ชีวิตคู่ต่างจากเดิมมาก เช่น แต่งงานช้าลง บางคนคิดว่าการใช้ชีวิตคู่นั้น จะจดทะเบียนสมรสหรือไม่จดก็ได้ ขณะเดียวกันเมื่อมีปัญหาก็ตัดสินใจหย่าร้างกันง่ายขึ้น สิ่งที่ชัดเจนคือปัจจุบันสังคมยอมรับเรื่องการอยู่ก่อนแต่งมากขึ้น เมื่ออยู่ด้วยกัน แต่งงานกันก็ไม่ได้คิดว่าต้องจดทะเบียนสมรส ส่วนคนที่อยากจดทะเบียนสมรสก็คิดมากขึ้น เพราะมีประเด็นผูกพันทางกฎหมาย และมีเรื่องทรัพย์สินมาเกี่ยวข้อง ทำให้การไปจดทะเบียนสมรสเป็นเรื่องที่หลายคู่มองว่าไม่เร่งด่วน รอเวลาที่พร้อมและสะดวกได้ ส่วนการหย่ามากขึ้น เพราะหลายคู่ตัดสินใจไม่ทำสิ่งที่ยาก คือปรับตัวเข้าหากันทั้งที่ยังรักกันอยู่ แต่เลือกทำในสิ่งที่ง่ายคือการหย่า ทั้งที่การหย่าร้างควรเป็นวิธีสุดท้ายที่ทำหลังจากที่พยายามปรับตัวเข้าหากันแล้วไม่สำเร็จ แต่การปรับตัวเพื่อให้รักยังเดินไปต่อได้นั้น ยากมากสำหรับหลายคน แล้วจะทำได้อย่างไร สื่อสารเชิงบวกช่วยให้รักไปต่อได้ “อนันต์” มีคำแนะนำการปรับตัวในการใช้ชีวิตคู่ ซึ่งเป็นเรื่องพื้นฐานที่หลายคนเคยรับรู้อยู่แล้วคือ แต่ละฝ่ายต้องทำความเข้าใจธรรมชาติของความเป็นผู้ชายและผู้หญิง ซึ่งมีลักษณะนิสัยต่างกัน เช่น ผู้ชายต้องการเป็นผู้นำ พูดน้อย ขณะที่ผู้หญิงส่วนใหญ่ช่างพูด และอยากฟังคำอธิบายจากผู้ชายในทุกเรื่อง ส่วนใหญ่เกิดปัญหาเพราะไม่เข้าใจซึ่งกันและกัน เช่น เมื่อผู้ชายมีปัญหาการทำงาน มีท่าทีนิ่งเงียบไป ผู้หญิงก็สงสัยอยากรู้ พยายามถามเพื่อความสบายใจ ขณะที่ผู้ชายต้องการพื้นที่สงบและเวลาส่วนตัวเพื่อคิดหาทางแก้ปัญหา หากทำความเข้าใจกันได้ และปรับพฤติกรรมในการสื่อสารกัน ก็จะลดความระแวงสงสัย ไม่เกิดปัญหา เช่น ผู้หญิงควรถามน้อยลง ส่วนผู้ชายก็บอกเพียงว่าขอเวลาแก้ปัญหา สื่อสารเพียงเท่านี้ก็จะทำให้เข้าใจกันมากขึ้น เรื่องลักษณะแบบนี้เท่าที่พบจากคู่ต่างๆ ไม่ใช่ปัญหาหลัก แต่เป็นปัญหาสะสม ที่ยิ่งนานวันก็ยิ่งตกตะกอนมากขึ้น ยังไม่นับปัญหาที่มาจากนิสัยพื้นฐานที่หลายคู่ต่างกัน อย่างการใช้ห้องน้ำ ที่ผู้ชายปัสสาวะโดยไม่ยกฝาชักโครก ทำให้เลอะเทอะ จนกลายเป็นประเด็นต่อว่ากันได้ตลอดเวลา เป็นต้น การสื่อสารกันยังช่วยแก้ไขปัญหาคลาสสิกของชีวิตคู่อย่างเรื่องมือที่สามได้ ซึ่งจากประสบการณ์ที่ “อนันต์” เคยทำเวิร์กช็อปประสานรอยร้าวให้กับคู่แต่งงานมาแล้วหลายคู่พบว่า ปัญหามือที่สามเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้กับทุกคู่บนโลกในใบนี้ และเป็นปัจจัยที่ควบคุมยาก แต่มีวิธีการสื่อสารในเชิงบวก ที่ทุกคนต้องเข้าใจเพื่อให้ผ่านไปได้ เช่นในกรณีที่มีคนมาทักทายในเฟซบุ๊ก ก็เล่าให้แฟนฟังเหมือนเป็นเรื่องปกติว่า “มีคนทักเฟซบุ๊กมานะที่รัก ซึ่งผมไม่รู้จัก” สื่อสารเพียงเท่านี้ ก็เกิดความเข้าใจกัน ไม่เกิดความระแวง ปัญหาก็จะลดลง แต่ละวันก็ผ่านไปได้ เมื่อทั้งสองฝ่ายพยายายามสื่อสารเชิงบวก ความรักก็เติบโตต่อไป “การพยายามปรับตัวกันนั้นในมิติของความเป็นมนุษย์ ที่ต้องผ่านความทุกข์และความสุข เหมือนเป็นเชือกร้อยกันเป็นเกลียวแน่นขึ้น จะทำให้ความสัมพันธ์เติบโต เพราะได้ผ่านทุกข์ผ่านสุขมาด้วยกัน” วันวาเลนไทน์ วันเกิด อย่าลืมเติมเต็มความรัก นอกจากการสื่อสารกันแล้ว การดูแลกันเติมเต็มความรักให้กันเป็นเรื่องที่ต้องทำสม่ำเสมอ ทั้งก่อนและหลังแต่งงาน โดยส่วนใหญ่แล้วผู้ชายจะทุ่มสุดตัวก่อนแต่งงาน แต่หลังแต่งงานจะแผ่วลง ทั้งที่ความจริง การเติมเต็มความรักทำได้ตลอด โดยเฉพาะหลังแต่งงานยิ่งต้องทำมากขึ้น ทั้งช่วงมีลูก ลูกโตขึ้น ช่วงใกล้เกษียณ และหลังเกษียณ การเติมเต็มความรักเป็นเรื่องง่าย แต่ผู้ชายมักลืม เช่น การให้ความสำคัญกับวันที่มีความหมาย อย่างวันครบรอบ วันเกิด วันแต่งงาน วันวาเลนไทน์ ซึ่งของขวัญจะเป็นชิ้นเล็ก ชิ้นใหญ่ หรือไปดินเนอร์สุดหรู หรือแค่ข้าวหน้าปากซอยก็ได้หมด หากไม่มีเวลาก็เลื่อนได้ แต่ไม่ทำไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้หญิง เพราะเป็นความผูกพัน เมื่อทำแล้วทำให้ความสัมพันธ์เชิงบวกเติบโตขึ้นเรื่อยๆ สำหรับผู้หญิงเองก็ควรรู้ว่า ผู้ชายชอบผู้หญิงที่ดูดีสวยสมวัย สร้างเสน่ห์เพื่อเติมความสุขให้กันและกัน หย่าอย่างไรให้ยังแฮปปี้เอนดิ้ง แน่นอนว่าชีวิตคู่เป็นเรื่องของคนสองคน แม้จะพยายามปรับตัวทำสิ่งต่างๆ แล้ว เมื่อถึงเวลาจบก็ต้องจบ แต่จะทำอย่างให้การสิ้นสุดความสัมพันธ์ จบลงด้วยการหย่า ที่ต่างฝ่ายต่างมีความยินดี ความยินดีที่ว่านี้คือการจบแบบสมบูรณ์ เป็นการเลิกกันเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ หากมีลูกต้องดูแลก็มีการโอบอุ้มซึ่งกันและกัน เกื้อหนุนกันทั้งเรื่องเงิน และเวลาในการช่วยกันดูแลลูก ทำให้แม่เลี้ยงเดี่ยวไม่เกิดความโดดเดี่ยวในจิตใจ การจบแบบไม่เจ็บปวด และไม่มีอะไรติดค้างในใจเป็นเรื่องสำคัญ เพราะทำให้ต่างฝ่ายต่างมีอิสระทางใจ เมื่อมีโอกาสคบคนใหม่ ก็จะไม่คิดถึงคนเก่าซ้อนอยู่ในใจ แต่ในทางตรงข้ามหากจบไม่สมบูรณ์ จะเหมือนมีเงามืดคลุมความรู้สึกอยู่ตลอดเวลา ความสัมพันธ์ใหม่ก็ยากที่จะพัฒนาต่อไปได้ ข้างล่างนี้เป็นรูปที่ผมแค็ปหน้าจอเอาไว้ ยืนยันได้ว่าบทความ ข้างบนนี้ผมไม่ได้มั่วเขียนเอง คลิกไปดูได้ครับ アドゥン
บทความไทยรัฐ
ฟรี!ดูสมพงษ์ก่อนแต่ง แล้วชีวิตมีสุข


เมื่อเรามองไปรอบตัวเรา ผัวเมีย 10 คู่ มีความสุขกันกี่ครู่ครับ
คำตอบคือ หย่า 5 คู่ ทนอยู่กัน 4 คู่ มีความสุขแค่คู่เดียว ถูกไหมครับ
ข้อมูลเสริมดูได้ที่นี่ครับ บทความของไทยรัฐออนไลน์ชื่อ "ทางออกชีวิตคู่ คุณเลือกได้ รักแฮปปี้ หรือจบที่ใบหย่า" เขียนเมื่อ 14ก.พ.64 https://www.thairath.co.th/lifestyle/life/2031389
หรือจะคลิกไปดูที่นี่ก็ได้ครับ ผมทำเผื่อไว้กรณี่ที่เพจบทความไทยรัฐถูกลบทิ้งไปแล้ว บทความไทยรัฐ่



HTMLとは

本文

HTMLのバージョン

本文

CSSとは

本文

CSSのバージョン

本文